ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย
posted on 26 Jul 2009 16:53 by sarrenเคยคิดว่าเรื่องบางเรื่องดูผ่านจอละครทีวี ไม่นึกว่าจะมีวันที่ได้รับรู้เรื่องนี้ในชีวิตจริงๆ
เรื่องเกิดขึ้นในวันศุกร์ค่ะ เราที่วันนี้ว่างจากมหาลัยก็ไปเดินเที่ยวตามระเบียบ กว่าจะลอยละล่องกลับมาถึงบ้านก็เย็นย่ำค่ำแล้ว เดินไปเปิดคอม นั่งออนเอ็มตามปกติ แป๊บเดียวหลานสาวก็เดินๆเข้ามานั่งดูทีวี เห็นนั่งเงียบๆแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะปกติก็ทะเลาะกันแกล้งกันจนเป็นนิสัยไปแล้ว (อาหลานคู่แปลกค่ะ) แต่นั่งไปซักพักเจ้าตัวก็หันมาเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง
เธอเล่าว่าวันนี้กระเป๋ากล่องดินสอของเธอหายค่ะ ก็นะ...แค่หาย เราเองฟังแล้วก็เรื่องปกติมาก (ถึงมันจะหายทั้งกระเป๋าเลยก็เหอะ) จนกระทั่งเธอพูดต่อว่าจริงๆมันก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่มีคนเขวี้ยงมันลงมาจากตึกเรียนลงมาข้างล่างเท่านั้นแหละ
เขวี้ยงเนี่ยนะ?
เราฟังแล้วก็นั่งเอ๋อทำตาปริบๆ ว่าเด็กสมัยนี้มีงานอดิเรกคือเขวี้่ยงของลงจากตึกกันรึยังไง แต่ถามไปถามมา ซักไปซักมา เธอเล่าว่าตอนแรกที่หายไปเธอก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เข้าใจว่ามีคนขโมยเฉยๆ จนกระทั่งตอนจะกลับมีเพื่อนเธอมาเล่าว่ากระเป๋าของเธอน่ะโดนเพื่อนอีกคนจงใจเขวี้ยงลงไปนะ แถมคนที่ทำน่ะเป็นเพื่อนสนิทของหลานสาวเราเองนั่นแหละ
เพื่อนคนที่เล่าให้ฟังบอกว่าคนที่โยนกระเป๋าหลานเราลงไปเนี่ยเธอแว่นตาหาย แล้วเธอก็เข้าใจว่าหลานสาวเราเอาไป ด้วยเพราะแรงแค้นอยากแก้เผ็ด ประมาณว่าเมิงเอาของตรูไป ของๆเมิงตรูก็จะเอาไปโยนทิ้งได้เหมือนกัน เล่าจบเพื่อนที่เล่าคนนี้ก็ขอร้องหลานเราว่าอย่าเอาไปบอกใครนะ เรากลัวว่าเพื่อนคนที่เอาของไปทิ้งคนนั้นจะมาว่าเราเพราะเราบอกเธอ เราแค่อยากให้เธอรู้เฉยๆว่าใครทำ
เล่ามาถึงตรงนี้หลานเราก็ทำท่าจะเป่าปี่ปล่อยให้ท่อแตกซะแล้ว เราก็เลยให้คำแนะนำไปว่าให้ไปบอกพ่อของเธอซะ เล่าเรื่องให้เขาฟัง แล้วค่อยไปเคลียร์กันว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้เอาแว่นตาเขาไป ไม่ได้ขโมยของๆเพื่อน ปรับความเข้าใจกันซะให้เรียบร้อยในวันจันทร์ ทุกอย่างก็เรียบร้อย รอเวลาไปเรียนไปเจอเพื่อนจะได้เคลียร์กันอีกรอบ
แต่ลงท้ายก็ไปไม่ถึงวันจันทร์ เพราะเพื่อนของหลานสาวเราที่เป็นคนโยนกระเป๋าไปทิ้งเธอโทรมาซะก่อน
แน่นอนเมื่อเธอโทรมาเองแบบนี้ หลานสาวเราก็เริ่มเปิดฉากถามตรงๆว่าเธอเป็นคนที่เอาของเราไปทิ้งใช่มั้ย เพราะเธอเข้าใจว่าเราขโมยของๆเธอ แล้วก็คุยกันไปกันมา จนวางหู หลานสาวเราก็มาเล่าให้ฟังอีกทีว่า
คนที่เอากระเป๋าของหลานสาวเราไปโยนทิ้งจากตึกไม่ใช่เพื่อนคนนี้ แต่เป็นเพื่อนคนที่มาเล่าเองนั่นแหละ เพราะเธอบอกว่าตอนที่แว่นตาหายเธอได้ขออนุญาตอาจารย์ค้นกระเป๋าเพื่อนทุกคนในห้องดู และก็ปรากฏว่ามันมาอยู่ในกระเป๋าของหลานสาวเรา โดยที่หลานเราเองก็ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในนี้ได้ยังไง (เราทั้งถาม ทั้งข่มขู่ ทั้งเค้นแบบสุดฤทธิ์แล้ว เธอยืนยันแน่นอนว่าไม่ได้เอาไป แถมยังย้อนถามเราด้วยว่าขโมยแล้วจะเอาไปทำด๋อยอะไร ในเมื่อเธอไม่ได้มีปัญหาทางสายตาเลยซักกะนิด) แล้วเพื่อนคนนี้ก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเจ้าของแว่น เลยเอากระเป๋าไปเขวี้ยงทิ้งซะเรียบร้อย แถมด้วยการบอกอีกว่า สมควรแล้ว ก็เขาขโมยของๆคนอื่นนี่
เออแน่ะ เพิ่งรู้ว่าสมัยนี้เขาเล่นกันแบบนี้
และเด็กคนนั้นก็ยังบอกต่ออีกว่าคนที่มาบอกเธอว่าหลานสาวเราเป็นคนขโมย ก็คือเด็กคนนี้นี่แหละ เธอมาบอกว่าหลานสาวเราขโมยของ เป็นเดือดเป็นแค้นแทน จากนั้นก็จัดการให้เองเลยด้วย โดยที่เพื่อนสนิทของหลานเราคนนี้แค่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเฉยๆ แต่เธอไม่ได้เป็นคนลงมือทำนะ
ชิบหอยล่ะ...
เพราะทางหลานสาวเราเองก็โดนเด็กคนนี้เล่ามาว่าเพื่อนของเธอเป็นคนทำเช่นกัน แต่พอมาคุยกันเองตรงๆ ต่างคนต่างโดนโกหกทั้งคู่เลยนี่หว่า โดยที่เด็กนี่พอพูดกับอีกคนก็จะโบ้ยความผิดว่าเป็นของอีกคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น พอเป็นแบบนี้หลานเราก็เริ่มจับได้ว่าฝีมือใคร ก็เลยโทรไปหาตัวต้นเหตุที่ว่า เธอก็ตอบกลับมา
"ทำไมเธอถึงเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นล่ะ เราจะเดือดร้อนนะ"
หรือ...
"เราไม่ได้บอกว่าเพื่อนคนนั้นทำซะหน่อย เธอนั่นแหละกุเรื่องขึ้นมาเองสิท่า"
โอเค...ตอนนี้คิดว่าเรื่องกระจ่างแล้วล่ะว่าฝีมือใคร (และคิดว่าถ้ามีคนทนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพอจะเดาได้เหมือนกันแล้วแน่ๆ)
ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้ ถ้าเกิดไม่พอใจกัน ไม่ชอบขี้หน้ากัน จำเป็นต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ? ในสมัยของเราถ้าไม่พอใจใครก็คือไม่ยุ่ง ไม่พูด ตัวใครตัวมัน หนักขึ้นหน่อยก็นัดเจอกันตัวต่อตัว เคลียร์ครั้งเดียวให้มันจบ จากนั้นก็แฮปปี้ลันล้ากลับมาเป็นเพื่อนกันอย่างเดิม
แต่นี่ถึงขนาดวางแผน เอาของๆคนอื่นไปใส่ในกระเป๋าอีกคนเพื่อให้เข้าใจผิด (โอเค เด็กคนนั้นอาจจะไม่ได้ทำก็ได้ แต่เมื่อเรื่องมันส่อมาทางนี้ เราก็จะคิดว่าเด็กนี่วางแผนทำเองล่ะ) จากนั้นจึงมาพูดยุให้ผิดใจกันเนี่ย แยบยลไปหน่อยมั้ยคะ นี่มันเด็กวัยเรียนนะไม่ใช่ละครชีวิตหลังข่าว
ถ้าจะมีคนค้านว่านี่เป็นเรื่องปกติ ในสังคมมันก็ต้องมีแบบนี้แหละ เรื่องในหนังก็มาจากชีวิตจริงทั้งนั้น เราอยากจะบอกว่า...หลานเราอยู่ ป. 3 ค่ะ แล้วไอ้เด็กวัยที่วันๆเอาแต่นั่งดูการ์ตูน ร้องจะกินขนม งอแงตอนจะกินข้าวเนี่ย มันทำแบบนี้ด้วยความคิดตัวเองจริงๆเหรอ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงล่ะก็...สังคมมันก็คงเจริญลงอย่างคาดไม่ถึงแล้วแน่ๆ
ไม่รู้ว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงทำแบบนั้น แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเธอจงใจทำเพื่ออะไร หรือมีใครสั่งให้ทำแบบนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตามความคิดของเราพฤติกรรมแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้ได้สำหรับเด็กวัยนี้เลย เธอมีใครสอนมาแบบนี้หรือเปล่า? หรือดูทีวีแล้วจำเอา? จะแบบไหนมันก็แย่ทั้งนั้น ดีไม่ดีนิสัยแบบนี้ โตมาก็กลายมาเป็นประชากรเกรียนอีกหนึ่งล่ะ
วันจันทร์นี้นัดกันเคลียร์ทุกอย่างต่อหน้าครูและผู้ปกครอง อยากจะรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเรื่องมันจะจบอีท่าไหน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าจะเกรียนหรือไม่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุจริงๆ ขนาด ป. 3 ยังทำแบบนี้ได้ โตมาจะเป็นผู้ใหญ่ยังไงน่ะหนู เฮ้อ...
#1 By mammoz on 2009-07-26 18:01