เคยคิดว่าเรื่องบางเรื่องดูผ่านจอละครทีวี  ไม่นึกว่าจะมีวันที่ได้รับรู้เรื่องนี้ในชีวิตจริงๆ

 

เรื่องเกิดขึ้นในวันศุกร์ค่ะ  เราที่วันนี้ว่างจากมหาลัยก็ไปเดินเที่ยวตามระเบียบ  กว่าจะลอยละล่องกลับมาถึงบ้านก็เย็นย่ำค่ำแล้ว  เดินไปเปิดคอม  นั่งออนเอ็มตามปกติ  แป๊บเดียวหลานสาวก็เดินๆเข้ามานั่งดูทีวี  เห็นนั่งเงียบๆแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร  เพราะปกติก็ทะเลาะกันแกล้งกันจนเป็นนิสัยไปแล้ว (อาหลานคู่แปลกค่ะ)  แต่นั่งไปซักพักเจ้าตัวก็หันมาเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง

เธอเล่าว่าวันนี้กระเป๋ากล่องดินสอของเธอหายค่ะ  ก็นะ...แค่หาย  เราเองฟังแล้วก็เรื่องปกติมาก (ถึงมันจะหายทั้งกระเป๋าเลยก็เหอะ)  จนกระทั่งเธอพูดต่อว่าจริงๆมันก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก  แค่มีคนเขวี้ยงมันลงมาจากตึกเรียนลงมาข้างล่างเท่านั้นแหละ

 

เขวี้ยงเนี่ยนะ?

 

เราฟังแล้วก็นั่งเอ๋อทำตาปริบๆ  ว่าเด็กสมัยนี้มีงานอดิเรกคือเขวี้่ยงของลงจากตึกกันรึยังไง  แต่ถามไปถามมา  ซักไปซักมา  เธอเล่าว่าตอนแรกที่หายไปเธอก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ  เข้าใจว่ามีคนขโมยเฉยๆ  จนกระทั่งตอนจะกลับมีเพื่อนเธอมาเล่าว่ากระเป๋าของเธอน่ะโดนเพื่อนอีกคนจงใจเขวี้ยงลงไปนะ  แถมคนที่ทำน่ะเป็นเพื่อนสนิทของหลานสาวเราเองนั่นแหละ

เพื่อนคนที่เล่าให้ฟังบอกว่าคนที่โยนกระเป๋าหลานเราลงไปเนี่ยเธอแว่นตาหาย  แล้วเธอก็เข้าใจว่าหลานสาวเราเอาไป  ด้วยเพราะแรงแค้นอยากแก้เผ็ด  ประมาณว่าเมิงเอาของตรูไป  ของๆเมิงตรูก็จะเอาไปโยนทิ้งได้เหมือนกัน  เล่าจบเพื่อนที่เล่าคนนี้ก็ขอร้องหลานเราว่าอย่าเอาไปบอกใครนะ  เรากลัวว่าเพื่อนคนที่เอาของไปทิ้งคนนั้นจะมาว่าเราเพราะเราบอกเธอ  เราแค่อยากให้เธอรู้เฉยๆว่าใครทำ

 

เล่ามาถึงตรงนี้หลานเราก็ทำท่าจะเป่าปี่ปล่อยให้ท่อแตกซะแล้ว  เราก็เลยให้คำแนะนำไปว่าให้ไปบอกพ่อของเธอซะ  เล่าเรื่องให้เขาฟัง  แล้วค่อยไปเคลียร์กันว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้เอาแว่นตาเขาไป  ไม่ได้ขโมยของๆเพื่อน  ปรับความเข้าใจกันซะให้เรียบร้อยในวันจันทร์  ทุกอย่างก็เรียบร้อย  รอเวลาไปเรียนไปเจอเพื่อนจะได้เคลียร์กันอีกรอบ

แต่ลงท้ายก็ไปไม่ถึงวันจันทร์  เพราะเพื่อนของหลานสาวเราที่เป็นคนโยนกระเป๋าไปทิ้งเธอโทรมาซะก่อน

แน่นอนเมื่อเธอโทรมาเองแบบนี้  หลานสาวเราก็เริ่มเปิดฉากถามตรงๆว่าเธอเป็นคนที่เอาของเราไปทิ้งใช่มั้ย  เพราะเธอเข้าใจว่าเราขโมยของๆเธอ  แล้วก็คุยกันไปกันมา  จนวางหู  หลานสาวเราก็มาเล่าให้ฟังอีกทีว่า

คนที่เอากระเป๋าของหลานสาวเราไปโยนทิ้งจากตึกไม่ใช่เพื่อนคนนี้  แต่เป็นเพื่อนคนที่มาเล่าเองนั่นแหละ  เพราะเธอบอกว่าตอนที่แว่นตาหายเธอได้ขออนุญาตอาจารย์ค้นกระเป๋าเพื่อนทุกคนในห้องดู  และก็ปรากฏว่ามันมาอยู่ในกระเป๋าของหลานสาวเรา  โดยที่หลานเราเองก็ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในนี้ได้ยังไง  (เราทั้งถาม ทั้งข่มขู่ ทั้งเค้นแบบสุดฤทธิ์แล้ว  เธอยืนยันแน่นอนว่าไม่ได้เอาไป  แถมยังย้อนถามเราด้วยว่าขโมยแล้วจะเอาไปทำด๋อยอะไร  ในเมื่อเธอไม่ได้มีปัญหาทางสายตาเลยซักกะนิด) แล้วเพื่อนคนนี้ก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเจ้าของแว่น  เลยเอากระเป๋าไปเขวี้ยงทิ้งซะเรียบร้อย  แถมด้วยการบอกอีกว่า  สมควรแล้ว  ก็เขาขโมยของๆคนอื่นนี่

 

เออแน่ะ  เพิ่งรู้ว่าสมัยนี้เขาเล่นกันแบบนี้

 

และเด็กคนนั้นก็ยังบอกต่ออีกว่าคนที่มาบอกเธอว่าหลานสาวเราเป็นคนขโมย  ก็คือเด็กคนนี้นี่แหละ  เธอมาบอกว่าหลานสาวเราขโมยของ  เป็นเดือดเป็นแค้นแทน  จากนั้นก็จัดการให้เองเลยด้วย  โดยที่เพื่อนสนิทของหลานเราคนนี้แค่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเฉยๆ  แต่เธอไม่ได้เป็นคนลงมือทำนะ

 

ชิบหอยล่ะ...

 

เพราะทางหลานสาวเราเองก็โดนเด็กคนนี้เล่ามาว่าเพื่อนของเธอเป็นคนทำเช่นกัน  แต่พอมาคุยกันเองตรงๆ  ต่างคนต่างโดนโกหกทั้งคู่เลยนี่หว่า  โดยที่เด็กนี่พอพูดกับอีกคนก็จะโบ้ยความผิดว่าเป็นของอีกคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น  พอเป็นแบบนี้หลานเราก็เริ่มจับได้ว่าฝีมือใคร  ก็เลยโทรไปหาตัวต้นเหตุที่ว่า  เธอก็ตอบกลับมา

"ทำไมเธอถึงเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นล่ะ  เราจะเดือดร้อนนะ"

หรือ...

"เราไม่ได้บอกว่าเพื่อนคนนั้นทำซะหน่อย  เธอนั่นแหละกุเรื่องขึ้นมาเองสิท่า"

 

โอเค...ตอนนี้คิดว่าเรื่องกระจ่างแล้วล่ะว่าฝีมือใคร (และคิดว่าถ้ามีคนทนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพอจะเดาได้เหมือนกันแล้วแน่ๆ)

 

ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้  ถ้าเกิดไม่พอใจกัน  ไม่ชอบขี้หน้ากัน  จำเป็นต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ?  ในสมัยของเราถ้าไม่พอใจใครก็คือไม่ยุ่ง  ไม่พูด  ตัวใครตัวมัน  หนักขึ้นหน่อยก็นัดเจอกันตัวต่อตัว  เคลียร์ครั้งเดียวให้มันจบ  จากนั้นก็แฮปปี้ลันล้ากลับมาเป็นเพื่อนกันอย่างเดิม

แต่นี่ถึงขนาดวางแผน  เอาของๆคนอื่นไปใส่ในกระเป๋าอีกคนเพื่อให้เข้าใจผิด (โอเค  เด็กคนนั้นอาจจะไม่ได้ทำก็ได้  แต่เมื่อเรื่องมันส่อมาทางนี้  เราก็จะคิดว่าเด็กนี่วางแผนทำเองล่ะ)  จากนั้นจึงมาพูดยุให้ผิดใจกันเนี่ย  แยบยลไปหน่อยมั้ยคะ  นี่มันเด็กวัยเรียนนะไม่ใช่ละครชีวิตหลังข่าว

ถ้าจะมีคนค้านว่านี่เป็นเรื่องปกติ  ในสังคมมันก็ต้องมีแบบนี้แหละ  เรื่องในหนังก็มาจากชีวิตจริงทั้งนั้น  เราอยากจะบอกว่า...หลานเราอยู่ ป. 3 ค่ะ  แล้วไอ้เด็กวัยที่วันๆเอาแต่นั่งดูการ์ตูน  ร้องจะกินขนม  งอแงตอนจะกินข้าวเนี่ย  มันทำแบบนี้ด้วยความคิดตัวเองจริงๆเหรอ  เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงล่ะก็...สังคมมันก็คงเจริญลงอย่างคาดไม่ถึงแล้วแน่ๆ

ไม่รู้ว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงทำแบบนั้น  แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเธอจงใจทำเพื่ออะไร  หรือมีใครสั่งให้ทำแบบนั้นหรือเปล่า  แต่ที่แน่ๆตามความคิดของเราพฤติกรรมแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้ได้สำหรับเด็กวัยนี้เลย  เธอมีใครสอนมาแบบนี้หรือเปล่า?  หรือดูทีวีแล้วจำเอา?  จะแบบไหนมันก็แย่ทั้งนั้น  ดีไม่ดีนิสัยแบบนี้  โตมาก็กลายมาเป็นประชากรเกรียนอีกหนึ่งล่ะ

 

วันจันทร์นี้นัดกันเคลียร์ทุกอย่างต่อหน้าครูและผู้ปกครอง  อยากจะรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเรื่องมันจะจบอีท่าไหน  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าจะเกรียนหรือไม่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุจริงๆ  ขนาด ป. 3 ยังทำแบบนี้ได้  โตมาจะเป็นผู้ใหญ่ยังไงน่ะหนู  เฮ้อ...

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ ป.สามsad smile

#1 By mammoz on 2009-07-26 18:01

อ่านแล้วเจ็บเหน่งมากมายค่ะ

รู้สึกว่าตัวเองแก่ไปเยอะแล้วจริง ๆ เพราะสมัยเราก็นิยมเคลียร์กันตัวต่อตัวเหมือนกัน แต่ช่วงหลัง ๆ ที่เห็นนิสัยเกรียน ๆ กันเยอะ วางแผน เล่นเล่ห์กล ยุแยงตะแคงรั่ว ก็นึกว่าเป็นวิสัยเกรียนในเน็ตซะอีก แต่โอ้ว ไม่ใช่ว่ะ มันเป็นเทรนด์ตามช่วงวัยตะหาก

รู้สึกเหมือนกำลังอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น แต่โอ้ ในการ์ตูนญี่ปุ่นเค้าก็ ม.ต้นเป็นอย่างน้อยนะเค้าถึงจะเริ่มทำกัน

ไม่ไหวแล้ว

#2 By K9 on 2009-07-26 18:32

แค่เด็กป.3 เองเหรอ?
สมัยนี้สื่อรุนแรงมันเข้าถึงเด็กแล้วสินะ

สงสารอนาคตของชาติ แต่ก็ขอให้เรื่องจบด้วยดีค่ะ

#3 By Yami KID on 2009-07-26 20:38

เด็กสมัยนี้แก่แดดเวอร์ค่ะพี่

สภาพสังคมเสื่อมโทรมมันกระทบถึงเด็กๆ

น่าสลดใจจริงๆ

#4 By othila on 2009-07-26 21:51

โห แค่ป.3นี่โกหกไฟแล่บ...
รู้จักใส่ไฟ รู้จักกลับกลอก
โตขึ้นคงพาสังคมเจริญเนอะ(ประชด)

พ่อแม่ครูบาควรมีมาตรการอบรมให้เข็ดหลาบนะ
แต่สงสัยจุดเดียวกันเลยว่าพฤติกรรมเกินเด็ก
ไปเลียนแบบ/ศึกษามาจากไหนเนี่ย

#5 By EGUANA on 2009-07-26 21:54

โห ช่างเป็นประสบการณ์วัยเรียนที่ ...

ข้าเจ้าก็มีน้ำเน่าจริงยิ่งกว่านิยาย แต่ก็ปาไปมัถยมแล้วโน่น ... sad smile

#6 By noei1984 on 2009-07-27 13:14

ทีแรกอ่านแล้วนึกไปว่าคงจะประมาณ ม.ต้น แต่พอ่านจบแล้วรู้ว่า ป. 3
นี่รู้สึกมึนขึ้นมาทันทีเลยค่ะ
โอยย ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมถึงทำแบบนั้น วางแผนอะไรแบบนั้นได้

#7 By gallantfoal on 2009-08-14 03:44